ความลับแห่งการทรมาน
—————————————-
“เวลา แห่งการทําสงครามขั้นแตกหักมาถึงแล้ว เวลาแห่ง
มหาวิบัติ ได้ลงมายังโลกแล้ว เหตุว่าทูตสวรรค์ของพระเป็นเจ้า ถูก
ส่งมาพร้อมกับ การลงทัณฑ์เพื่อชําระล้างโลก
กี่ครั้งที่แม่เร่งรัดให้ลูกเดินบนทางแห่ง การพลีกรรม การ
ควบคุม กิเลสตัณหา ความสํารวม แบบอย่างที่ดี ความบริสุท ธิ์
และความศักดิ์สิทธิ์ แต่มนุษย์ไม่ยอมรับคําเตือนของแม่ กลับดื้อ
ดึง ฝ่าฝืนพระบัญญัติประการที่ 6 แถมยังยกย่องการกระทําบาป
ผิ ด ต่อ ความบริ สุ ท ธิ์ ถื อ เป็น ของมี ค่า สํ า หรั บ มนุ ษ ย์ เป็ น การ
แสดงออก ซึ่งเสรีภาพของมนุษย์
ทุกวันนี้มันเลวถึงขั้นตีค่าบาปผิดต่อความ บริสุทธิ์เป็นสิ่งดี
และถูกต้อง เด็กๆ และเยาวชนเริ่มสูญเสียมโนธรรม เกิดความ
มั่ น ใจว่า บาปที่ ผิ ด ต่อ ความบริ สุ ท ธิ์ ไม่ เ ป็น บาปอี ก ต่ อ ไป การมี
เพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน ระหว่างคนที่หมั้นกันแล้ว หรือลองอยู่
ด้วยกันเป็นสิ่งทําได้ไม่เป็นความผิด
คนในครอบครัวจะ ประพฤติอย่างไรก็ได้ อยากจะใช้วิ ธี คุ ม กำเนิด
อย่างไรก็เชิญยกย่อง กิจทางเพศผิดต่อ
ธรรมชาติ และถึงกับเสนอออกกฎหมายรองรับการอยู่
ด้วย กันของคนรักร่วมเพศเสมอด้วยการแต่งงาน ไม่มีสมัยใดที่ความไม่บริสุทธิ์ การผิดศีลธรรมและความ
ลามกจกเปรตได้รับการโฆษณาตามหน้าหนังสือพิมพ์และ
สื่อมวลชน มากมายถึงขนาดนี้ โดยเฉพาะทางโทรทัศน์ที่เป็นสื่อ
เผยแพร่ความลามกอย่าง โจ่งครึ่ม หวังจะทําลายความบริสุทธิ์ใน
จิตใจของทุกคน สถานบันเทิงโดยเฉพาะโรงภาพยนตร์ และดิสโก้
เทค กลายเป็นสถานก่อนความเสื่อมเสียอย่างเปิดเผยแก่ศักดิ์ศรี
ของมนุษย์และค ริสตชน
นี่คือ เวลาที่พระเป็นเจ้าถูกทําให้เคืองพระทัย เพราะบาป
เนื้อ หนัง ถึงเวลาแล้วที่ฑูตสวรรค์ จะถูกส่งมาชําระโลกด้วยทัณฑ์
อันแรกตามพระ บัญชาของพระเป็นเจ้า
ทูตสวรรค์ผู้นําทัณฑ์อันแรกมาจะทําให้ร่างกายเป็น
โรค ร้าย เพราะมนุษย์สร้างวัฒนธรรมวัตถุนิยม แสวงหาแต่
ความสุขสําราญ โดยเฉพาะทางเนื้อหนัง บางคนถูกลงโทษ
แบบนี้เพราะบาปไม่บริสุทธิ์ที่ตน กระทํา แต่บางคนก็ถูกลงโทษแบบนี้เช่นเดียวกัน แม้ว่าจะเป็นคนบริสุทธิ์
แต่ เขาจะต้องช่วยรับโทษเพื่อไถ่โทษคนบาปในฐานะทุกๆ คนเป็น
พี่น้องกัน
ทัณฑ์ อันแรกคือ โรคเนื้องอกในสมอง โรคมะเร็ง
โรคเอดส์ แม่อยากมาช่วยลูกให้ความบรรเทา แต่ลูกต้องจํา
ศีล พลีกรรมและใช้โทษบาป
แม่ ขอให้ลูกทุกคนนับแต่เด็กเล็กๆ เยาวชน คู่หมั้น
สามี และภรรยา ถือความบริสุทธิ์ตามฐานะของตนอย่าง
เคร่งครัด พระสงฆ์ต้องเอาใจใส่ถือโสดพรหมจรรย์อย่าง
พิถีพิถัน นักบวชก็ต้องถือศีลบนพรหมจรรย์อย่างเคร่งครัด”
แบงค์ได้อธิษฐานภาวนาขอ พระเจ้า ให้ทรงไขแสดงปริศนาแห่ง
ความทรมานของเขา
โดยบทความนี้ เขาอธิษฐานและสุ่ม
จากสาสน์ของแม่พระ ประทานผ่านคุณพ่อก๊อบบี้
หน้าที่ 176 – 177
| วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2010 สัปดาห์ที่ 1 เทศกาลมหาพรต |
| บทอ่านจากหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติ ฉธบ 26:4-10
โมเสสกล่าวกับ ประชาชนว่า“สมณะจะรับกระจาดจากมือของท่าน นำไปวางไว้หน้าพระแท่นบูชาของพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่าน ท่านจะต้องประกาศถ้อยคำเหล่านี้เฉพาะพระพักตร์พระยาห์เวห์ พระเจ้าของท่านว่า “บรรพบุรุษของข้าพเจ้าเป็นชาวอารัมเร่ร่อน เขาลงไปที่ประเทศอียิปต์และอาศัย อยู่ที่นั่นอย่างคนต่างถิ่น มีจำนวนน้อย แต่ได้กลายเป็นชนชาติใหญ่มีกำลังและมีจำนวนมากที่นั่น ชาวอียิปต์ทำร้ายพวกเรา ข่มเหงเราและบังคับให้เราเป็นทาสอย่างทารุณ แต่เราร้องเรียกหาพระยาห์เวห์ พระเจ้าของบรรพบุรุษของเรา พระยาห์เวห์ทรงฟัง ทอดพระเนตรเห็นความทุกข์ทรมาน ความยากลำบากและการถูกกดขี่ของ เรา พระยาห์เวห์ทรงใช้พระหัตถ์อันทรงฤทธิ์และพระอานุภาพอันยิ่งใหญ่ทำเครื่อง หมายอัศจรรย์และปาฏิหาริย์อันน่าสะพรึงกลัว ช่วยเราออกจากประเทศอียิปต์ และทรงนำเรามาที่นี่ ประทานแผ่นดินมีน้ำนมและน้ำผึ้งไหลอย่างอุดมสมบูรณ์นี้ให้แก่เรา ข้าแต่พระยาห์เวห์ บัดนี้ ข้าพเจ้านำผลิตผลแรกของแผ่นดินที่พระองค์ประทานแก่ข้าพเจ้านั้นมาถวายแด่ พระองค์” แล้วท่านจะวางกระจาดลงเฉพาะพระพักตร์พระยาห์เวห์ พระเจ้าของท่าน และกราบนมัสการเฉพาะพระพักตร์พระยาห์เวห์ พระเจ้าของท่าน เพลงสดุดี สดด 91:1-2,9-11,12-15ก ก) ผ้เข้าเฝ้าพระเจ้าผู้สูงสุด เหนือมนุษย์ทั่วไปในแหล่งหล้า ข) เพราะท่านยอมให้พระมาปกป้อง ทรงคุ้มครองป้องกันหวั่นสลาย ค) เขาพยุงท่านไว้ไม่ให้พลาด ถูกหินบาดระบมตรมเป็นแผล บทอ่านจากจดหมายนักบุญเปาโลอัครสาวก ถึงชาวโรม รม 10:8-13 พี่ น้อง พระคัมภีร์กล่าวว่าอย่างไร พระคัมภีร์กล่าวว่า พระวาจาอยู่ใกล้ท่าน อยู่ในปากและในใจของท่าน คือพระวาจาที่นำความเชื่อ ที่เราประกาศไว้ เพราะถ้าท่านประกาศด้วยปากว่า พระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และมีความเชื่อในใจว่า พระ เจ้าทรงบันดาลให้พระเยซูเจ้าทรงกลับคืนพระชนมชีพจากบรรดาผู้ตาย ท่านก็จะรอดพ้น การเชื่อด้วยใจจะบันดาลความชอบธรรม การประกาศด้วยปากจะบันดาลความรอดพ้น เพราะพระคัมภีร์กล่าวว่า ทุกคนที่มีความเชื่อในพระองค์จะไม่ได้รับความอับอาย เพราะไม่มีความแตกต่างกันระหว่างชาวยิวกับผู้ที่ไม่ใช่ชาวยิว พระองค์เท่านั้นทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าสำหรับมนุษย์ทุกคน ประทานพระพรมากมายให้กับทุกคนที่เรียกขานพระองค์ เพราะทุกคนที่เรียกขานพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า ก็จะรอดพ้น พระวรสารนักบุญลูกา ลก 4:1-13 เวลานั้น พระเยซูเจ้าทรงได้รับพระจิตเจ้าเต็มเปี่ยม ทรงพระดำเนินจากแม่น้ำจอร์แดน พระจิตเจ้าทรงนำพระองค์ไปยังถิ่นทุรกันดาร ทรงถูกปีศาจผจญเป็นเวลาสี่สิบวัน ตลอดเวลานั้นพระองค์มิได้เสวยสิ่งใดเลย ในที่สุด ทรงหิว ปีศาจจึงทูลพระองค์ว่า “ถ้าท่านเป็นบุตรพระเจ้า จงสั่งให้หินก้อนนี้กลายเป็นขนมปังเถิด” พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า “มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่ามนุษย์มิได้ดำรงชีวิตด้วยอาหารเท่านั้น” ปีศาจจึงนำพระองค์ไปยังที่สูงแห่งหนึ่ง แสดงให้พระองค์ทอดพระเนตร อาณาจักรต่าง ๆ ของโลกทั้งหมดในคราวเดียว และทูลพระองค์ว่า “ข้าพเจ้าจะให้อำนาจและความรุ่งเรืองของอาณาจักรเหล่านี้ทั้งหมดแก่ท่าน เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นของข้าพ เจ้า ข้าพเจ้าจะให้ผู้ใดก็ได้ตามความปรารถนา ดังนั้น ถ้าท่านกราบนมัสการข้าพเจ้า ทุกสิ่งจะเป็นของท่าน” พระเยซูเจ้าตรัสตอบปีศาจว่า “มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า ‘จงกราบนมัสการองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของท่านและรับใช้พระองค์แต่ผู้เดียว เท่านั้น’” ปีศาจนำพระองค์ไปยังกรุงเยรูซาเล็ม วางพระองค์ลงที่ยอดพระวิหาร แล้วทูลว่า “ถ้าท่านเป็นบุตรของพระเจ้า จงกระโจนลงไปเบื้องล่างเถิด เพราะมีเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า ‘พระเจ้าจะทรงสั่งทูตสวรรค์ให้พิทักษ์รักษาท่าน’ และยังมีเขียนอีกว่า ‘ทูตสวรรค์จะคอยพยุงท่านไว้มิให้เท้ากระทบหิน’” แต่พระเยซูเจ้าตรัสตอบปีศาจว่า มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า “อย่าทดลององค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าของท่านเลย” เมื่อปีศาจทดลองพระองค์ทุกวิถีทางแล้วจึงแยกจากพระองค์ไปรอจนกว่าจะถึงเวลา ที่ เหมาะสม |
| บท เทศน์อาทิตย์ที่ 1 เทศกาลมหาพรต อาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2010 เทศกาลมหาพรตมี กิจกรรมต่างๆมากมายที่พระศาสนจักรมารดาผู้เลี้ยงดูลูกๆของท่านได้แนะนำให้ เราปฏิบัติตน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตทั้งฝ่ายกายและวิญญาณให้สูงขึ้นเพียงพอที่จะเข้าถึง พระธรรมล้ำลึกปัสกา และฉลองอย่างเหมาะสมในวันปัสกาประจำปีนี้ อย่างไรก็ตามพ่ออยากให้พี่น้องได้นำเอาพระวาจาของพระจ้าจากหนังสือเฉลยธรรม บัญญัติประจำอาทิตย์แรกของเทศกาลมหาพรตนี้มารำพึงไตร่ตรองและปฏิบัติตน ตามพระวาจานั้น เป็นการ “อุ่นเครื่อง” ก่อนที่จะเริ่มประกอบกิจกรรมต่างๆในเทศกาลมหาพรตอย่างจริงจังต่อไป พ่ออยากแนะนำให้พี่ น้องเริ่มเทศกาลมหาพรตด้วยการหวนย้อนกลับมองชีวิตของพี่น้องที่ผ่านมา มองให้เห็นเหมือนชนชาติอิสราเอลที่พบความจริงในชีวิตของพวกเขา มองเห็นว่า แท้ที่จริงแล้วที่เราเป็นคริสตชน เป็นลูกของพระเจ้ามาจนถึงทุกวันนี้มิใช่เป็น “มือ” ของเราที่เนรมิตสร้างชีวิตของเราขึ้น ให้เข้าสู่สถานะการเป็นคริสตชนจนดีได้และได้ดีแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันด้วย ตัวของเราเอง แต่เป็น “พระหัตถ์” ของพระเจ้าที่ปั้นแต่งชีวิตของเราให้สามารถก้าวเข้ามาเป็นคริสตชนจนถึงทุก วันนี้ ไม่ว่าจะมีปัญหาข้อติดขัดใน ชีวิตทั้งฝ่ายกายและวิญญาณเพียงใด เป็นพระหัตถ์ของพระเจ้าอีกนั่นแหละที่ทรงดูแลเอาใจใส่ จัดแจง ให้ชีวิตของเราสามารถอยู่รอดปลอดภัยมาได้จนถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะโดยผ่านทาง ศีลศักดิ์สิทธิ์ประการต่างๆที่ทรงประทานให้ ไม่ว่าจะเป็นโดยผ่านผู้แทนของพระองค์ท่านต่างๆ ทั้งจากศาสนบริกรที่ทรงแต่งตั้งขึ้น หรือจากพ่อแม่พี่น้องที่ร่วมชีวิตกับเราในทุกๆวัน โดยเฉพาะที่ทรงสัมผัสกับชีวิตเราโดยตรงใน คำภาวนา พระวาจาจากพรคัมภีร์ และศีลมหาสนิท การไตร่ตรองเช่นนี้จะได้ทำให้เรารู้สึกเหมือนชาวอิสราเอลที่จะต้อง “กลับมาหาพระเจ้า” กลับมา “ขอบพระคุณ” และ “ถวายชีวิตของเรา” ซึ่งเป็นผลงานจากพระหัตถ์ของพระเจ้าคืนให้กับพระองค์ เมื่อพี่น้องได้ อุ่นเครื่องไตร่ตรองตามที่พ่อแนะนำในข้างต้นแล้ว บัดนี้ถึงเวลาที่เราจะลุกขึ้นยืนหยัดสู้กับปีศาจและการประจญล่อลวงของมันโดย เทียบเคียงเนื้อหาการประจญของพระเยซูที่ปีศาจกระทำกับสิ่งที่ปีศาจกำลัง กระทำกับชีวิตของเราอยู่ และ เทียบเคียงวิธีการต่อสู้จนได้รับชัยชนะให้เหมือนกับที่พระเยซูเจ้าทรง ปฏิบัติตามที่ท่านนักบุญลูกาได้บันทึกไว้ในพระวรสารประจำอาทิตย์นี้ ในประการแรก ที่ปีศาจจะประจญล่อลวงเราเหมือนที่กระทำกับพระเยซูเจ้าก็คือ การทำให้เรารู้สึกว่า “ต้องกินต้องเสพสิ่งของทางโลก” ในภาวะที่ชีวิตของเราเหนื่อยอ่อนหิวโหยหมดกำลัง ปีศาจจะทำให้เรารู้สึกว่า “สิ่งของทางโลกนี้เท่านั้น” ที่จะสามารถเติมชีวิตของเราให้เต็มได้ เพื่อให้เราดิ้นรนจนสุดชีวิตเพื่อได้มันมา และในที่สุดต้องตกเป็น “ทาส” ให้กับสิ่งของทาง โลกที่ปีศาจจะผูกมันให้เราต้องติดอยู่กับมันจนดิ้นไม่หลุด ปีศาจได้ชื่อว่าเป็น “จอมบิดเบือน” เป็น “จอมโกหก” ความจริงก็ถูกต้องที่เราต้องกินต้องเสพสิ่งของทางโลกในการดำเนินชีวิตประจำ วัน แต่มิใช่ทั้งหมดและหยุดอยู่เพียงเท่านั้น ซึ่งพระเยซูเจ้าทรงให้แสงสว่างกับเราเพื่อใช้ตอบโต้การประจญดังกล่าวตามคำ เล่าของท่านนักบุญลูกาว่า “มนุษย์มิได้ดำรงชีพด้วยอาหารเท่านั้น” และจากการบันทึกของท่านนักบุญมัทธิวยังบันทึกเพิ่มเติมอีกว่า “แต่ดำรงชีวิตด้วยพระวาจาทุกคำที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า” พ่อแนะนำให้พี่น้องตาสว่างและตอบโต้การประจญของปีศาจด้วยท่าทีเดียวกันกับ พระเยซูเจ้าทรงกระทำ ในประการที่สอง ปีศาจจะทำให้เรามองเห็นคุณความดีซึ่งมีอยู่จริงๆในโลกจักรวาล แล้วพลิกเป็นการประจญ เราว่าคุณความดีต่างๆเป็นผลมาจากการกระทำความบาปความเลวเสียก่อนแล้วคุณความ ดีที่เห็นก็จะเป็นของตน เช่น “อยากรวย” ต้อง “โกง” อยากได้สิ่งดีๆที่เห็นมาเป็นของตนต้อง “ขโมย” เป็นต้น นี่เป็นกลอุบายของปีศาจที่ใช้จุดอ่อนเรื่องความโลภบวกกับการอยากสบายมาชัก จูงชีวิตของเรา ทั้งๆที่ความจริงแล้วทางของการได้สิ่งดีงามอย่างสมบูรณ์มิใช่เช่นนั้น แต่เป็นการยอมผ่านทางแห่งความยากลำบาก ทางแห่งกางเขนเสียก่อนแล้วจึงจะได้รับสิริรุ่งโรจน์ตามที่พระเยซูเขจ้าทรง สอนด้วยชีวิตของพระองค์ เอง จึงอยู่ที่ตัวของพี่น้องจะเชื่อพระเยซูเจ้าหรือยอมขึ้นกับปีศาจ สำหรับองค์พระเยซูเจ้าพระองค์ทรงเลือกที่จะมอบชีวิตให้ขึ้นอยู่กับองค์พระ เจ้ามิใช่ปีศาจ พี่น้องจะเลือกใคร ในประการสุดท้าย ปีศาจจะหลอกให้เรา “มั่นใจ” ใน “ชื่อคริสตชน” ที่เรา ได้รับ เหมือนที่มันประจญให้พระเยซูมั่นใจในชื่อของพระองค์ที่เป็น “บุตรของพระเจ้า” แล้วรอให้พระเจ้ายื่นมือเข้ามาจัดการกับทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต โดยไม่ต้องออกแรงทำอะไรตามครรลองที่เรามนุษย์ซึ่งมีมือมีเท้าควรกระทำออกแรง ด้วยตนเองร่วมกับพระหรรษทานของพระเจ้า เป็นที่น่าสังเกตว่าพระเยซูเจ้าทรงรู้ทันและรู้จัก “ตัดตอน” ไม่ยอม “ต่อล้อต่อเถียง” กับปีศาจ เพราะยิ่งปล่อยให้มีการต่อล้อต่อถียงกับมันก็เท่ากับเปิดโอกาสให้เราเกี่ยว ข้องผูกพันอยู่กับมัน เข้าทำนองที่ว่า “ยิ่งตบตีอุจจาระมือก็ยิ่งติดกลิ่นเหม็นติดตัวเรา” พระองค์จึงตัดตอนด้วยพระวาจาจากพระคัมภีร์ที่ว่า “อย่าทดลององค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของเจ้าเลย” นี่เป็นเทคนิคที่พ่อว่าพี่น้องควรนำ ไปใช้กับการประจญล่อลวงของปีศาจในชีวิตของพี่น้องด้วยเช่นกัน พี่น้องที่เคารพ ในอาทิตย์แรกของเทศกาลมหาพรตนี้ พ่อขอให้พี่น้องจงหมั่นอุ่นเครื่องปฏิบัติตนเหมือนชนชาติอิสราเอลดังที่พ่อ แนะนำพี่น้องในตอนต้น จากนั้นให้รู้เท่าทันการประจญของปีศาจและรู้จักตอบโต้มันอย่างเด็ดเดียว เหมือนองค์พระเยซู เจ้าทรงกระทำ และอาวุธสำคัญที่จะใช้ตอบโต้ปีศาจตามแบบอย่างของพระเยซูเจ้าก็คือ มี “พระวาจาของพระเจ้า” จากพระคัมภีร์ตอนต่างๆที่พี่น้องจะต้องอ่าน ไตร่ตรอง รำพึง เก็บตุนไว้ เพื่อสามารถนำเอาออกมาสู้รบปรบมือกับปีศาจได้แบบทันทีทัน ใดที่มันประจญชีวิตของเรา พ่อเชิญชวนให้พี่น้องฝึกฝนตนเองในการอ่านพระคัมภีร์อย่างสม่ำเสมอ ทำให้ได้เหมือนถ้อยคำที่ท่านนักบุญเปาโลกกล่าวไว้ในจดหมายของท่านถึงชาวโรม ว่า “พระวาจาอยู่ใกล้ท่าน อยู่ในปากและในใจของท่าน” เพื่อทำให้พระวาจาของพระเจ้าที่ทำให้เกิดความเชื่อในจิตใจ เกิดผลกับชีวิตของพี่น้องในการใช้ต่อสู้กับปีศาจจนสามารถชนะการประจญของมัน ตามที่ท่านนักบุญเปาโลกล่าวต่อไปอีกว่า “การเชื่อด้วยใจจะบันดาลความชอบธรรม การประกาศด้วยปากจะบันดาลความรอดพ้น” |
|||
การให้อภัย
พระเจ้าทรงรักโลกอย่าง มากจึงประทานพระบุตรเพียงพระองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่มีความเชื่อในพระบุตรจะไม่พินาศ แต่จะมีชีวิตนิรันดร (ยอห์น 3:16) ให้แกะมีชีวิต และมีชีวิตอย่างสมบูรณ์ (ยอห์น 10:10) แต่ทุกคนกระทำบาป และขาดพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้า (โรม 3:23) ค่าตอบแทนที่ได้จากบาปคือ ความตาย (โรม 6:23) ดังนั้น ในองค์พระคริสตเจ้า เราได้รับการไถ่กู้ เดชะพระโลหิต คือได้รับการอภัยบาป นี่คือพระหรรษทานอันอุดม (เอเฟซัส. 1:7) พระเป็นเจ้าประเสริฐและทรงพร้อมที่จะประทานอภัย อุดมด้วยความรักมั่นคงต่อบรรดาผู้ร้องทูลพระองค์ (สดด. 86:5) ดั่งที่พระองค์ตรัสว่า……….
มัทธิว 6:14-15 “เพราะถ้าท่านให้อภัยผู้ทำความผิด พระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์ ก็จะประทานอภัยแก่ท่านด้วย แต่ถ้าท่านไม่ให้อภัยผู้ทำความผิด พระบิดาของท่านก็จะไม่ประทานอภัยแก่ท่านเช่นเดียวกัน”
1 ยอห์น 2:1 “ลูกที่รักทั้งหลาย ข้าพเจ้าเขียนเรื่องนี้ถึงท่าน เพื่อท่านจะได้ไม่ทำบาปแต่ถ้าใครทำบาปเรายังมีทนายแก้ต่างให้เฉพาะพระพักตร์ ของพระบิดา คือพระเยซูคริสตเจ้า ผู้ทรงเที่ยงธรรม”
ฮีบรู 4:16 “ดังนั้น เราจงเข้าไปสู่พระบัลลังก์แห่งพระหรรษทานด้วยความมั่นใจเพื่อรับพระกรุณา และพบพระหรรษทานเกื้อกูลในยามที่เราต้องการ”
1 ยอห์น 1:9 “พระองค์ทรงซื่อสัตย์และทรงเที่ยงธรรม ถ้าเราสารภาพบาป พระองค์จะทรงอภัยบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้สะอาดจากความอธรรมทั้งปวง”
กิจการอัครสาวก 3:19 “เพราะฉะนั้นท่านจงเป็นทุกข์กลับใจและหันมาหาพระเจ้าเถิด เพื่อบาปของท่านจะได้รับการอภัย”
อิสยาห์ 43:25-26 “เราคือพระองค์นั้น ผู้ลบล้างความทรยศของเจ้าด้วยเห็นแก่เราเอง และเราไม่จดจำบรรดาบาปของเจ้าไว้”
โรม 8:1 “ไม่มีการตัดสินลงโทษผู้ที่อยู่ในพระคริสตเยซูอีกต่อไป”
อิสยาห์ 1:18 “มาเถิด ให้เราสู้ความกัน ถึงบาปของเจ้าเหมือนสีแดงเข้มก็จะขาวอย่างหิมะ ถึงมันจะแดงอย่างผ้าแดงก็จะกลายเป็นอย่างขนแกะ”
เอเฟซัฟ 1:7 “ในองค์พระคริสตเจ้า เราได้รับการไถ่กู้ เดชะพระโลหิต คือได้รับการอภัยบาป พระเจ้าตรัส เราจะนำบทบัญญัติของเราใส่ไว้ในดวงใจของเขา และจะจารึกบทบัญญัตินั้นไว้ในจิตใจ”
2 โครินธ์ 5:17 “ดังนั้น ถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสตเจ้า ผู้นั้นก็เป็นสิ่งสร้างใหม่ สภาพเก่าผ่านพ้นไป สภาพใหม่เกิดขึ้นแล้ว”
ฮีบรู10:17 “…เราจะไม่จดจำบาปและความอธรรมของเขาต่อไปอีกเลย”
ดาเนียล 9:9 “พระกรุณา และการอภัยโทษเป็นขององค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย ถึงแม้ข้าพระองค์ทั้งหลายได้กบฏต่อพระองค์.”
โคโลสี 1:13-14 “พระองค์ทรงช่วยเราให้พ้นจากอำนาจความมืดมน และทรงนำเราเข้าไปสู่ พระอาณาจักรของพระบุตรสุดที่รักของพระองค์ เดชะพระบุตรนี้ เราได้รับการไถ่กู้และได้รับการอภัยบาป”
เพลง สดุดี 103:12 “ตะวันออกไกลจากตะวันตกเท่าใด พระองค์ทรงปลดการละเมิดของเราจากเราไปไกลเท่านั้น”
เราจะต้องให้อภัยกี่ครั้ง ดี?
“70 ครั้ง 70 หน” มัทธิว 18:21-22 เปโตรเข้ามาทูลถามพระเยซูเจ้าว่า “พระเจ้าข้า ถ้าพี่น้องทำผิดต่อข้าพเจ้า ข้าพเจ้าต้องยกโทษให้เขาสักกี่ครั้ง ถึงเจ็ดครั้งหรือไม่” พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า “เราไม่ได้บอกท่านว่าต้องยกโทษให้เจ็ดครั้ง แต่ต้องยกโทษให้เจ็ดคูณเจ็ดสิบครั้ง”
หมายความว่าอย่างไรที่พระ เยซูเจ้าตรัสให้เราต้องยกโทษให้ถึง 70 ครั้ง 70 หน
ลูกา 17: 3-4 “พระเยซูเจ้าตรัสว่า ‘ถ้าพี่น้องของท่านทำผิด จงตักเตือนเขา ถ้าเขากลับใจ จงให้อภัยแก่เขา ถ้าเขาทำผิดต่อท่านวันละเจ็ดครั้ง และกลับมาหาท่านทั้งเจ็ดครั้ง พูดว่า “ฉันเสียใจ” ท่านจงให้อภัยเขาเถิด”
เอเฟซัส 4: 32 “แต่จงมีใจโอบอ้อมอารี มีเมตตาต่อกัน ให้อภัยกันดังที่พระเจ้าทรงให้อภัยแก่ท่านในองค์พระคริสตเจ้าเถิด”
เพราะ ฉะนั้น หมายความว่า พระเยซูเจ้าต้องการให้เราให้อภัยตลอดเวลา เหมือนที่พระองค์ทรงให้อภัยเรา
เมื่อเราให้อภัยแล้ว เราจะได้รับประโยชน์อะไรเป็นการตอบแทน?
“การอภัยจากพระเป็นเจ้า” ในมาระโก 11:24-26 พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ดังนั้น เราบอกท่านทั้งหลายว่า ทุกสิ่งที่ท่านวอนขอในการอธิษฐานภาวนา จงเชื่อว่าท่านจะได้รับ และท่านก็จะได้รับ ขณะที่ท่านยืนอธิษฐานภาวนา จงให้อภัย ถ้าท่านมีเรื่องบาดหมางกับผู้ใด เพื่อว่าพระบิดาของท่านผู้สถิตบนสวรรค์จะทรงอภัยความผิดให้ท่านด้วย”
“รื้อฟื้น การเป็นศิษย์ของพระเยซูเจ้า” 2 โครินธ์ 2:5–10: “ถ้าผู้ใดเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ ผู้นั้นไม่ได้ทำให้ข้าพเจ้าเป็นทุกข์เพียงผู้เดียว เขาทำให้ทุกท่านมีความทุกข์ด้วยเช่นเดียวกัน โทษที่ผู้นั้น ได้รับจากบุคคลส่วนใหญ่ก็เพียงพออยู่แล้ว จึงดีกว่าที่ท่านจะให้อภัยและให้กำลังใจเขา เพื่อเขาจะไม่ต้องรับความทุกข์เกินกว่าที่จะทนได้ ข้าพเจ้าจึงขอร้องท่านให้แสดงความรักต่อเขาอย่างชัดเจน ข้าพเจ้าเขียนจดหมายฉบับนี้ถึงท่าน เพื่อทดสอบว่าท่านเชื่อฟังข้าพเจ้าทุกประการหรือไม่ ท่านให้อภัยผู้ใด ข้าพเจ้าให้อภัยผู้นั้นด้วย ถ้ามีสิ่งใดที่ข้าพเจ้าต้องให้อภัยข้าพเจ้าก็ให้อภัยแล้ว ข้าพเจ้าให้อภัยเพื่อท่านทั้งหลายเฉพาะพระพักตร์ของพระคริสตเจ้า”
“ความ สะอาดของจิตวิญญาณ” ยากอบ 5:15-16 ยากอบได้พูดกับผู้อาวุโสว่า “คำอธิษฐานภาวนาด้วยความเชื่อจะช่วยผู้ป่วยให้รอดชีวิต องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงโปรดให้ผู้ป่วยลุกขึ้น และถ้าเขาเคยกระทำบาป เขาก็จะได้รับการอภัย ดังนั้น จงสารภาพบาปแก่กัน และจงอธิษฐานให้กันเพื่อท่านจะหายจากโรค คำอ้อนวอนของผู้ชอบธรรมมีพลังทำให้เกิดผลมากมาย”
ตัวอย่างการให้อภัยในพระ คัมภีร์
เอซาวกับยาโคบ (ปฐมกาล 33:4–15)
เอซาว วิ่งออกไปต้อนรับเขา กอดและซบหน้าลงที่คอจุบเขา ต่างก็ร้องไห้ เอซาวก็เงยหน้าขึ้นแลเห็นพวกผู้หญิงกับลูกๆจึงถามว่า “คนที่อยู่กับเจ้านี้คือใคร” ยาโคบตอบว่า “คือลูกๆที่พระเจ้าโปรดประทานให้แก่ข้าพเจ้าผู้รับใช้ของท่าน” แล้วสาวใช้ทั้งสองคนกับลูกๆก็เข้ามาใกล้และกราบลง นางเลอาห์กับลูกของเขาก็เข้ามาใกล้และกราบลงด้วย ภายหลังโยเซฟและนางราเชลก็เข้ามาใกล้และกราบลง เอซาวถามว่า “ขบวนผู้คนและฝูงสัตว์ทั้งหมดที่เราพบนี้มีความหมายอย่างไร” ยาโคบตอบว่า “เพื่อข้าพเจ้าจะได้รับความกรุณาในสายตาของนายข้าพเจ้า” เอซาวพูดว่า “น้องเอ๋ย ข้ามีพออยู่แล้ว เก็บของๆเจ้าไว้เองเถิด” ยาโคบตอบว่า “มิได้ ข้าพเจ้าขอร้องท่านเถิด ถ้าข้าพเจ้าได้รับความกรุณาในสายตาของท่านแล้วขอรับของกำนัลนั้นจากมือ ข้าพเจ้า เพราะเหตุว่าข้าพเจ้าได้เห็นหน้าท่านก็เหมือนเห็นพระพักตร์ของพระเจ้า และท่านได้โปรดข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าอ้อนวอน ขอท่านรับของขวัญที่นำมาให้ท่าน เพราะพระเจ้าทรงโปรดกรุณาข้าพเจ้าและข้าพเจ้าก็มีพอเพียงแล้ว” เขาอ้อนวอนและเอซาวจึงรับไว้ เอซาวพูดว่า “ให้เราเดินทางไปกันเถิด ให้เราไปกันและข้าจะนำหน้าเจ้า” แต่ยาโคบตอบเขาว่า “นายท่านย่อมทราบอยู่แล้วว่าเด็กๆ นั้นอ่อนแอ และข้าพเจ้ายังมีฝูงแพะแกะและโคที่มีลูกอ่อนยังกินนมอยู่ ถ้าจะต้อนให้เดินเกินไปสักวันหนึ่งฝูงสัตว์ก็จะตายหมด ขอนายท่านล่วงหน้าผู้รับใช้ของท่านไปก่อนเถิด ข้าพเจ้าจะตามไปช้าๆตามกำลังของสัตว์ซึ่งอยู่ข้างหน้าข้าพเจ้าและตามที่เด็ก ๆ ทนได้ จนกว่าข้าพเจ้าจะไปพบนายท่านที่เสอีร์” เอซาวจึงกล่าวว่า “บัดนี้ขอให้คนที่มากับเราไปกับเจ้าบ้าง” ยาโคบตอบว่า “มีความจำเป็นอะไรหรือ ขอให้ข้าพเจ้าได้รับความกรุณาในสายตาของนายท่านเถิด”
โยแซฟ (ปฐมกาล 45:8–15)
ฉะนั้น บัดนี้มิใช่พี่เป็นผู้ให้เรามาที่นี่ แต่พระเจ้าทรงให้มา พระองค์ทรงโปรดให้เราเป็นเหมือนบิดาแก่ฟาโรห์ เป็นเจ้าในราชวังทั้งสิ้น และเป็นผู้ครอบครองประเทศอียิปต์ทั้งหมด เจ้าจงรีบขึ้นไปหาบิดาเราบอกท่านว่า `โยเซฟบุตรชายของท่านพูดดังนี้ว่า “พระเจ้าทรงโปรดให้ลูกเป็นเจ้าเหนืออียิปต์ทั้งสิ้น ขอลงมาหาลูก อย่าได้ช้า พ่อจะได้อาศัยอยู่ในแผ่นดินโกเชน และพ่อจะได้อยู่ใกล้ลูก ทั้งตัวพ่อกับลูกหลานและฝูงแพะแกะ ฝูงวัว และทรัพย์ทั้งหมดของพ่อ ลูกจะบำรุงรักษาพ่อที่นั่น ด้วยยังจะกันดารอาหารอีกห้าปี มิฉะนั้นพ่อและครอบครัวของพ่อและผู้คนที่พ่อมีอยู่จะยากจนไป”‘ ดูเถิด นัยน์ตาพี่และนัยน์ตาของเบนยามินน้องชายของข้าพเจ้าได้เห็นว่าเป็นปากของ ข้าพเจ้าเองที่ได้พูดกับพี่ พี่จงเล่าให้บิดาของเราฟังถึงยศศักดิ์ที่ข้าพเจ้ามีอยู่ในอียิปต์และที่พี่ ได้เห็นนั้นทุกประการ พี่จงรีบพาบิดาเราลงมาที่นี่เถิด” โยเซฟกอดคอเบนยามินผู้น้องแล้วร้องไห้ เบนยามินก็กอดคอโยเซฟร้องไห้เหมือนกัน ยิ่งกว่านั้นโยเซฟจึงจุบพี่ชายทั้งปวงและร้องไห้ หลังจากนั้นพี่น้องของท่านก็สนทนากับโยเซฟ
โมเสส (กันดารวิถี 12:1–13)
มิเรียม และอาโรนได้พูดติโมเสส เหตุหญิงคนเอธิโอเปียที่ท่านได้แต่งงานด้วย เพราะโมเสสได้แต่งงานกับหญิงคนเอธิโอเปียคนหนึ่ง เขาทั้งสองกล่าวว่า “พระเยโฮวาห์ตรัสทางโมเสสคนเดียวเท่านั้นจริงหรือ พระองค์ไม่ตรัสทางเราบ้างหรือ” พระเยโฮวาห์ทรงได้ยิน (โมเสสเป็นคนถ่อมใจมากยิ่งกว่าคนทั้งปวงที่พื้นแผ่นดิน) ทันใดนั้นพระเยโฮวาห์ตรัสกับโมเสสและอาโรนกับมิเรียมว่า “เจ้าทั้งสามจงออกมาที่พลับพลาแห่งชุมนุม” เขาทั้งสามก็ออกมา พระเยโฮวาห์ก็เสด็จลงมาในเสาเมฆ ประทับยืนที่ประตูพลับพลาแห่งชุมนุม ทรงเรียกอาโรนและมิเรียม เขาทั้งสองก็มาข้างหน้า พระองค์ตรัสว่า “จงฟังถ้อยคำของเรา ถ้าจะมีผู้พยากรณ์ท่ามกลางเจ้าทั้งหลาย เราพระเยโฮวาห์จะสำแดงตัวแก่ผู้นั้นเป็นนิมิต เราจะพูดกับเขาทางฝัน สำหรับโมเสสผู้รับใช้ของเราก็ไม่เป็นเช่นนั้น ในวงศ์วานทั้งหมดของเราเขาสัตย์ซื่อ เราพูดกับเขาปากต่อปากอย่างชัดเจน ไม่พูดเร้นลับ และเขาเห็นสัณฐานของพระเยโฮวาห์ ไฉนเจ้าไม่กลัวที่จะพูดติโมเสสผู้รับใช้ของเรา” พระเยโฮวาห์ทรงกริ้วเขามาก แล้วเสด็จไปเสีย เมื่อเมฆลอยพ้นพลับพลาไป ดูเถิด มิเรียมก็เป็นโรคเรื้อน ขาวดุจหิมะ อาโรนหันไปดูมิเรียมและดูเถิด นางเป็นโรคเรื้อน และอาโรนพูดกับโมเสสว่า “ข้าแต่เจ้านายของข้าพเจ้า อนิจจาเอ๋ย ขออย่าลงโทษบาปเราทั้งสองที่ได้กระทำความเขลาและบาปเช่นนี้ ขออย่าให้มิเรียมเป็นเหมือนคนที่ตายแล้ว ดุจคนที่คลอดจากครรภ์มารดามีเนื้อกุดไปครึ่งหนึ่ง” และโมเสสได้ร้องทูลพระเยโฮวาห์ว่า “โอ ข้าแต่พระเจ้า ขอพระองค์ทรงรักษานาง ข้าพระองค์ทูลวิงวอนต่อพระองค์”
กษัตริย์ดาวิด (2 ซามูเอล 19:18–23)
เขาทั้ง หลายได้ข้ามท่าข้ามไปรับราชวงศ์ของกษัตริย์ และคอยปฏิบัติให้ชอบพระทัย ชิเมอี บุตรชายเก-รา ได้กราบลงต่อพระพักตร์กษัตริย์ขณะที่พระองค์เสด็จข้ามแม่น้ำจอร์แดน กราบทูลกษัตริย์ว่า “ขอเจ้านายของข้าพระองค์อย่าทรงถือโทษความชั่วช้าข้าพระองค์ และทรงจดจำความผิดที่ผู้รับใช้ของพระองค์ได้กระทำในวันที่กษัตริย์เจ้านาย ของข้าพระองค์สละกรุงเยรูซาเล็ม ขอกษัตริย์อย่าทรงจดจำไว้ในพระทัย ด้วยผู้รับใช้ของพระองค์ได้ทราบแล้วว่าได้กระทำบาป เพราะฉะนั้น ดูเถิด ในวันนี้ข้าพระองค์ได้มาเป็นคนแรกในวงศ์วานโยเซฟที่ลงมารับเสด็จกษัตริย์ เจ้านายของข้าพระองค์” อาบีชัยบุตรชายนางเศรุยาห์จึงตอบว่า “ที่ชิเมอีกระทำเช่นนี้ไม่ควรจะถึงที่ตายดอกหรือ เพราะเขาได้ด่าผู้ที่เจิมตั้งของพระเยโฮวาห์” แต่ดาวิดตรัสว่า “บุตรทั้งสองของนางเศรุยาห์เอ๋ย เรามีธุระอะไรกับท่าน ซึ่งในวันนี้ท่านจะมาเป็นปฏิปักษ์กับเรา ในวันนี้น่ะควรที่จะให้ใครมีโทษถึงตายในอิสราเอลหรือ ในวันนี้เราไม่ทราบดอกหรือว่า เราเป็นกษัตริย์ครอบครองอิสราเอล” และกษัตริย์ตรัสกับชิเมอีว่า “เจ้าจะไม่ถึงตาย” แล้วกษัตริย์ก็ประทานคำปฏิญาณแก่เขา
กษัตริย์โซโลมอน (1 พงศ์กษัตริย์ 1:52, 53)
มีคนไป กราบทูลซาโลมอนว่า “ดูเถิด อาโดนียาห์กลัวกษัตริย์ซาโลมอน เพราะดูเถิด เธอจับเชิงงอนที่แท่นบูชาอยู่กล่าวว่า `ขอกษัตริย์ซาโลมอนได้ปฏิญาณแก่ข้าพเจ้าในวันนี้ว่า พระองค์จะไม่ประหารผู้รับใช้ของพระองค์เสียด้วยดาบ’” และซาโลมอนตรัสว่า “ถ้าแม้เขาสำแดงตัวได้ว่าเป็นคนที่สมควร ผมสักเส้นเดียวของเขาจะไม่ตกลงยังพื้นดิน แต่ถ้าพบความชั่วอยู่ในตัวเขา เขาจะต้องถึงแก่ความตาย”
พระเยซูเจ้า (ลูกา 23:34)
พระเยซู เจ้าตรัสว่า ‘พระบิดาเจ้าข้า โปรดอภัยความผิดแก่เขาเถิด เพราะเขาไม่รู้ว่ากำลังทำอะไร’ทหารนำเสื้อผ้าของพระองค์ไปจับสลากแบ่งกัน
สเทเฟน (กิจการอัครสาวก 7:59-60)
ขณะที่ คนทั้งหลายกำลังเอาหินขว้างสเทเฟน สเทเฟนอธิษฐานภาวนาว่า “ข้าแต่พระเยซู องค์พระผู้เป็นเจ้า โปรดรับวิญญาณของข้าพเจ้าด้วย” เขาคุกเข่าลงและร้องเสียงดังว่า “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า โปรดอย่าทรงลงโทษพวกเขาเพราะบาปนี้เลย” เมื่อกล่าวดังนี้แล้ว เขาก็สิ้นใจ”
นักบุญเปาโล (2 ทิโมธี 4:16)
การสู้ คดีครั้งแรกของข้าพเจ้า ไม่มีใครเป็นพยานให้ข้าพเจ้าเลย ทุกคนละทิ้งข้าพเจ้าไปหมด ขออย่าให้พวกเขาถูกลงโทษเลย
อย่า ลืม มัทธิว 5:23-25 บอกว่า “ขณะที่ท่านนำเครื่องบูชาไปถวายยังพระแท่น ถ้าระลึกได้ว่าพี่น้องของท่านมีข้อบาดหมางกับท่านแล้ว “จงวางเครื่องบูชาไว้หน้าพระแท่น กลับไปคืนดีกับพี่น้องเสียก่อน แล้วจึงค่อยกลับมาถวายเครื่องบูชานั้น จงคืนดีกับคู่ความของท่านขณะที่กำลังเดินทางไปศาลด้วยกัน มิฉะนั้น คู่ความจะมอบท่านแก่ผู้พิพากษา และผู้พิพากษาจะมอบท่านให้ผู้คุม ซึ่งจะขังท่านในคุก เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ท่านจะออกจากคุกไม่ได้ จนกว่าท่านจะชำระหนี้จนเศษสตางค์สุดท้าย”
You are currently browsing the archives for the พระเจ้าตรัสว่า... category.